ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
คณะลูกเสือ เนตรนารี ผู้กำกับลูกเสือ โรงเรียนรัตนาธิเบศร์
เข้าร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาบริการประชาชนที่มาวางดอกดารารัตน์
ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ณ วัดราษฎร์ประคองธรรม ในเวลา 06:00น. - 12:00น. และ วัดกู้ในเวลา 18:00น. - 21:00น.
มีลูกเสือ เนตรนารีและผู้กำกับลูกเสือทั้งหมด 49 คนที่มาเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี กับกิจการลูกเสือไทย
เมื่อเริ่มรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรนั้น เป็นระยะเวลาที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่มจะสงบลงจากการนี้เองทำให้ กิจการลูกเสือในหลายต่อหลายประเทศที่ได้สงบซบเซาไปเป็นเวลาช้านานได้กลับ ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่การลูกเสือได้ชะงักไปชั่วระยะ หนึ่งโดยที่ลูกเสือได้สลายตัวไปรวมกับองค์การยุวชนแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2486 พอถึงปีพุทธศักราช 2490 กิจการลูกเสือได้ถูกรื้อฟื้นให้คืนคงสถานะเดิมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นผลให้การลูกเสือในประเทศไทยได้เริ่มต้นเคลื่อนไหวเข้มแข็งขึ้นมาใหม่
พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการลูกเสือทั้งลูกเสือสากลและลูกเสือชาวบ้าน ทรงเข้าพระราชหฤทัยในหลักจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์และจิตวิทยาสังคมอย่างลึก ซึ้ง ทรงเล็งเห็นว่ากิจกรรมลูกเสือนั้นสามารถพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมเพื่อเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติได้อย่างดียิ่ง พระองค์ทรงให้กำลังใจ และส่งเสริมกิจกรรมลูกเสือทุกชนิดมาโดยตลอด ทรงเป็นองค์ประธานในงานลูกเสือแห่งชาติ โดยทรงเครื่องแบบลูกเสือชุดฝึก (พระสนับเพลาขาสั้น) พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณกำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกๆปีเป็นวันเฉลิมฉลองวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ พระราชทานให้มีลูกเสือชาวบ้านโดยที่พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าประชาชนชาวบ้านที่ ไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน หรือเว้นว่างจากการเรียนควรได้เข้าร่วมกิจกรรมที่แสดงถึงความรัก ความสามัคคี การอาสาเพรากิจกรรมลูกเสือเป็นกิจกรรมที่พัฒนาทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคมได้เป็นอย่างดี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดการลูกเสือ ที่สำคัญหลายประการ เช่น ไม่มีพระราชประสงค์ให้กิจการลูกเสือชาวบ้านเกี่ยวข้องกับการเมือง มีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านควบคุมกันเอง ส่งเสริมระบบการมีผู้นำผู้ตามในชุมชนเป็นการฝึกประชาธิปไตยที่แยกยลอย่าง ยิ่ง ไม่ให้ดำเนินการใดๆที่เป็นการสิ้นเปลือง เป็นต้น ทรงมองธงประจำรุ่นให้แก่ลูกเสือชาวบ้านทุกแห่งหนในประเทศไทย ซึ่งเป็นพระราชจริยวัตรของผู้นำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงมีพระบรมราโชวาทในวันเปิด งานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2497
ความว่า
"….ข้าพเจ้า ตระหนักในความสำคัญและประโยชน์ของการลูกเสือเป็นอย่างมากทั้งมีความชื่นชม ยินดีที่ได้ฟังคำกล่าวขวัญถึงกรณียกิจและความเสียสละที่ลูกเสือต่างได้ บำเพ็ญในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในคราวประสบภัยมาเนื่องๆ แต่ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการลูกเสือนั้นย่อมได้แก่ตัวยุวชนผู้เป็นลูกเสือ เองที่ได้รับการฝึกฝนอบรมให้เป็นผู้เลี้ยงตัวเอง พึ่งตนเอง ทำอะไรได้เอง มีความแข็งแกร่ง สามารถเผชิญชีวิตในอนาคตทุกวิถีทาง รวมความว่า เพื่อเป็นพลเมืองดี เป็นประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อนมนุษย์นั่นเอง"
และในวันสุดท้ายของการชุมนุมได้มีการกระทำพิธีตรวจพลทบทวนคำปฏิญาณของลูก เสือและสวนสนาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธี ในโอกาสนั้น ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะลูกเสือ ดังต่อไปนี้
"....ข้าพเจ้าขอถือโอกาสเตือนลูกเสือทั้งหลายว่าจงยึดมั่นในคำขวัญของลูกเสือ ที่ว่า เสียชีพอย่างเสียสัตย์ หมายความว่าเมื่อได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะทำอย่างไรแล้วต้องทำเหมือนปากพูด ทุกอย่าง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำว่า ขอให้ลูกเสือทุกคนจงสำนึกมั่นอยู่ในเกียรติและหน้าที่ และจงเป็นพลเมืองดีของชาติ กล่าวคือจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยศีลธรรม จรรยา มารยาทอันดีงาม เป็นผู้ที่มีสุขภาพและอนามัยสมบูรณ์มีความรู้ความสามารถในการงานและรู้จัก การเสียสละที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ตลอดจนประเทศชาติของตน จงจำไว้ว่าอนาคตของชาติจะเจริญหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเยาวชนเช่นท่าน ทั้งหลายนี้ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า...."
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำคัญต่อกิจการ ลูกเสือ ทรงเล็งเห็นว่ากิจการลูกเสือสอนให้เด็กมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น และปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฏของลูกเสือซึ่งตรงกับมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ว่า คณะลูกเสือแห่งชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อนพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรมให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบและช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิด ความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติที่ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้ อื่นได้อย่างมีความสุข
จากเหตุผลดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่ากิจกรรมลูกเสือเป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กเป็นคนที่มีศีลธรรม คุณธรรม
และจริยธรรมเป็นวิชาศีลธรรมภาคปฏิบัติที่มีความเหมาะสมแก่สังคมไทยอย่างยิ่ง
กิจการลูกเสือได้เจริญก้าวหน้าจวบจนครบ ๑๐๐ ปีในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ และประกอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนอายุ ๘๔ พรรษา ซึ่งลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และเหล่าพสกนิกรต่างรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อกิจการลูกเสือไทย จึงได้ร่วมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี การลูกเสือไทยและเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาขึ้น
"ข้ามีความพอใจรักใคร่เจ้ามาก หรือเหมือนกับเพื่อนกันก็ว่าได้ ข้าหวังใจว่า เจ้าทั้งหลายจะเป็นผู้ที่บันดาลให้ชาติไทยถึงซึ่งความเจริญ ทำให้ผู้อื่นนับหน้าถือตา เมื่อคนไทยเราไปที่ไหน ถ้าเขาถามว่าเราเป็นชาติอะไร เราบอกเขาว่าเป็นไทย ให้เขาเปิดหมวกให้ ที่เราจะได้รับความนับถือเช่นนี้ ก็เพราะพวกเจ้าทั้งหลายรู้จักรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เจ้าต้องรู้สึกกว่าการที่เจ้าเป็นลูกเสือย่อมมีความประพฤติแปลกว่าเด็กกลาง ถนน เจ้าจะประพฤติอย่างเด็กกลางถนนไม่ได้ เพราะเจ้าเป็นคนที่พระเจ้าแผ่นดินรู้จักเสียแล้ว หวังใจว่าเจ้าจะเป็นกำลังของชาติ และเชิดชูให้ชาติถึงซึ่งความเจริญในภายหน้า"